28.blog.thaissf.org
 
หน้าหลักเว็บแผนพัฒนาจิต
หน้าแรก Blog สมาชิก
ติดต่อ
ทักทาย
ออฟไลน์ ประเสริฐ
มีผู้เยี่ยมชม : 42875 คน

กรอบแนวคิดเรื่องพัฒนาการเด็ก    วันที่ : 12/09/2009  จำนวนผู้ชม : 1363  

            วันที่ 10 กันยายน 2552 มีการประชุม coreteam child development หรือคณะทำงานด้านพัฒนาการเด็ก โดยมี นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ เป็นประธานการประชุม ร่วมด้วยตัวแทนจากกรมอนามัย สถาบันรักลูก สถาบันราชานุกูล สถาบันเด็กแห่งชาติมหาราชินี และมูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์

            งานพัฒนาการเด็กมีคณะกรรมการนโยบายของกรมอนามัยซึ่งมี ศ.นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธาน วางแผนประชุมสองเดือนต่อครั้งเพื่อพูดคุยกันในเรื่องนโยบายหรือ Policy Dialogue โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมจากภาคส่วนต่างๆทั้งที่เป็นราชการหรือองค์กรอื่นๆ    ขณะเดียวกันมี coreteam หรือคณะทำงานที่วางแผนจะประชุมกันทุกเดือนเพื่อค้นหาวิธีทำงาน  วิเคราะห์ทางเลือกที่จะขับเคลื่อนสังคม  สังเคราะห์ความก้าวหน้า    และปฏิบัติการในพื้นที่ต่างๆ

            ในขั้นต้น นพ.สมศักดิ์ เสนอให้คณะทำงานช่วยกันดู 3 เรื่องคือช่วยกันดูว่ามีงานพัฒนาการเด็กอะไรที่น่าทำแต่ยังไม่มีใครทำ   งานดีๆน่าทำที่มีคนทำอยู่แล้วแต่ต่างคนต่างทำ   และงานที่มีคนทำอยู่แล้วแต่ที่แท้ไม่น่าทำ   จากนั้นชวนกันวิเคราะห์ว่าเราควรทำอะไร

            สืบเนื่องจากการประชุมคณะทำงานครั้งที่แล้วเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2552 พบว่ามีความพยายามที่จะให้วิทยาลัยพยาบาลปรับปรุงหลักสูตรพัฒนาการเด็กสำหรับนักเรียนพยาบาล   แต่ดูเหมือนว่ามีแต่ความคิดที่ยังมิได้ลงมือ  จึงเสนอให้เชิญนายกสภาการพยาบาลมาร่วมประชุมคณะทำงานในโอกาสต่อไป  เพื่อทวนสอบความเข้าใจและความตั้งใจ

            อีกเรื่องหนึ่งที่ค้างไว้คือโครงการ book start ซึ่งมีข้อเสนอแนะให้เริ่มต้นงานในลักษณะบริษัทร่วมทุน  เรื่องนี้ทางปูนซิเมนต์ไทยได้แสดงความสนใจจึงควรเชิญปูนซิเมนต์ไทยมาร่วมประชุมคณะทำงานในโอกาสต่อไป    เพื่อทวนสอบความเข้าใจและความตั้งใจเช่นกัน

            อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องนโยบายและวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับไอโอดีน   พบว่ายังมีคำถามที่คำตอบไม่ชัดเจนดังนี้ 1.การขาดไอโอดีนใช่สาเหตุหลักของพัฒนาการล่าช้าจริงหรือเปล่า 2.การให้ไอโอดีนเสริมในหญิงตั้งครรภ์เป็นนโยบายที่ดีและควรทำหรือเปล่า 3.การให้ general iodization เป็นนโยบายที่ดีและควรทำหรือเปล่า  ถ้าควรทำทำอย่างไร การเติมไอโอดีนในน้ำดื่มใช่วิธีที่เหมาะสมหรือไม่ 4.การตรวจหาระดับไอโอดีนในทารกแรกเกิดควรคำนวณค่าใช้จ่ายอย่างไร  สำหรับกรณีไอโอดีนนี้  คณะทำงานได้ให้ความคิดเห็นเพิ่มเติมว่าปัจจุบันงานวิจัยไอโอดีนก้าวหน้าไปอีกระดับหนึ่ง  มีงานวิจัยที่ชี้ว่าระดับไอโอดีนในหญิงตั้งครรภ์ไม่สัมพันธ์กับระดับไอโอดีนในเด็กวัยเรียน  ค้านกับผลวิจัยก่อนหน้านี้ที่อ้างว่าสัมพันธ์กัน

            คณะทำงานเสนอกรอบการทำงานเรื่องพัฒนาการเด็กว่าเราควรไล่ดูชีวิตของเด็กคนหนึ่งว่าต้องผ่านกระบวนการอะไรบ้างแล้วไล่วิเคราะห์ไปทีละขั้นเพื่อหาโอกาสเข้าไป intervention  พบว่าในปัจจุบันเด็กคนหนึ่งต้องผ่านสภาพแวดล้อม 4 ขั้นตอนกว่าจะโต 1.คือครอบครัวของตนเองมีคุณภาพและความสามารถที่จะเลี้ยงดูเด็กมากน้อยเพียงใด 2.คือคลินิกเด็กดีหรือ wellbaby clinic ตามสถานพยาบาลทุกระดับตั้งแต่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยลงมาจนถึงสถานีอนามัย 3.คือศูนย์เด็กปฐมวัยหรือ daycare ในรูปแบบและท้องถิ่นต่างๆ 4.คือโรงเรียนอนุบาลหรือ elementary school ในรูปแบบและท้องถิ่นต่างๆ

            พูดถึงเรื่องคลินิกเด็กดีหรือ wellbaby clinic   พบว่าในหลายประเทศยกเลิก wellbaby clinicไปแล้วเพราะได้ประโยชน์ไม่คุ้มเสีย   ในตอนแรกเราตั้งคลินิกเด็กดีเพื่อดูแลพัฒนาการ  แต่สถานการณ์ปัจจุบันคลินิกเด็กดีทำหน้าที่เพียงให้วัคซีนและประเมินพัฒนาการทางร่างกายเป็นหลัก  แบบประเมินพัฒนาการด้านอื่นอาจจะมีใช้แต่ก็มิได้ใช้อย่างถูกวิธีหรือมีประสิทธิภาพ   ดังนั้นเราควรกลับมาทบทวนหรือ re-define เรื่อง wellbaby clinic อีกครั้งว่าควรมีหรือไม่  ถ้ามีควรทำหน้าที่อะไรที่เป็นจริงและได้ผล   ในบางประเทศคลินิกนี้จะกำหนดเวลาวิกฤติหรือ critical point ของพัฒนาการเด็กเพียงบางเรื่องแล้วสกัดที่ตำแหน่งนั้นก็พอ

            เกี่ยวกับแบบประเมินพัฒนาการเด็ก พบว่า ณ ปัจจุบันมีอยู่อย่างน้อย 5 ฉบับ คือของกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพัฒนาสังคมฯ กรมการส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว  นอกจากนี้ยังมีคำสั่งนายกรัฐมนตรีให้ทำใหม่อีกโดยมอบหมายให้มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิตเป็นผู้ดำเนินการ ลักษณะของแบบประเมินเหล่านี้มักจะละเอียดและมีปริมาณหัวข้อที่ต้องประเมินมากจนไม่น่าจะทำได้ในชีวิตจริง เช่น บางแบบประเมินให้วัดว่าเด็กแบ่งปันของให้แก่เพื่อนกี่ครั้งต่อเดือน เป็นต้น ดังนั้นจึงมีคำถามว่าเราควรทำอย่างไรกับมาตรฐานแบบประเมินพัฒนาการเด็ก คือ 1.ให้มีมาตรฐานเดียว 2.ให้มีหลายมาตรฐานได้แต่ควรส่งเสริม CQI:continuous quality improvementของแต่ละมาตรฐาน หรือ 3.คือทำCQIโดยให้ท้องถิ่นเป็นผู้ทำกันเอง เช่น รพสต. เป็นต้น

            คณะทำงานมีความคิดเห็นว่าควรมีมาตรฐานกลาง แต่มาตรฐานกลางนั้นควรเป็นเพียงบัญญัติกว้างๆ จำนวนไม่มาก และอ่านเข้าใจง่าย  จุดประสงค์เพื่อให้หน่วยงานที่ดูแลเด็กในภาคส่วนต่างๆใช้เป็นแนวทางการทำงาน  รวมทั้งอาจจะมีมาตรฐานการติดตามด้วย

            อีกวิธีหนึ่งคือไม่ต้องมีมาตรฐานแต่ให้จัดกระบวนการ share and learn คือแลกเปลี่ยนเรียนรู้   ในการนี้มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์กำลังพัฒนา proposal เพื่อจัดการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และจัดการความรู้ระหว่างศูนย์เด็กปฐมวัยและภาคีที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ที่คัดสรรแล้วจำนวน 8 แห่ง   มีข้อเสนอแนะว่าหากต้องการทำมาตรฐานยังสามารถทำได้โดยให้ยึดเนื้อหาที่ได้จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เป็นหลัก

            กล่าวคือระหว่างการแลกเปลี่ยนเรียนรู้  ครูพี่เลี้ยงเด็กจะเล่าวิธีดูแลเด็กที่ดี ได้ผล ส่งเสริมพัฒนาการ ด้วยวิธีแบบชาวบ้านซึ่งเหมาะสมกับบริบทของพื้นที่   เราสามารถให้นักวิชาการด้านพัฒนาการเด็กเข้าไปสังเกตการณ์และตีความวิธีดูแลเด็กนั้นให้เป็น explicit knowledge ตามทฤษฎีพัฒนาการบุคลิกภาพที่เกี่ยวข้อง  จากนั้นจึงแปรเป็นมาตรฐานอีกครั้งหนึ่งรวมทั้งสามารถเผยแพร่ในวงกว้างได้ด้วย

            สถาบันรักลูกได้เล่าถึงประสบการณ์ที่มีศูนย์เด็กปฐมวัยที่ดีอยู่แล้ว  โดยการใช้ดนตรี เพลงกล่อมลูก การเล่น และการอ่านนิทานเป็นเครื่องมือ  ประเด็นที่ควรใส่ใจคือเราไม่นิยมให้เกิดวัฒนธรรมการดูงานแล้วคัดลอกกันไปใช้โดยไม่คำนึงถึงบริบทของพื้นที่ของตนเอง  วัฒนธรรมการดูงานแล้วคัดลอกเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาที่เป็นอยู่  ในทางตรงข้ามเราควรจัดการความรู้ให้แก่ศูนย์เด็กปฐมวัยเหล่านี้แล้วแปร tacit knowledge เป็น explicit knowledge ให้ได้  ตีความผลลัพธ์ที่ได้จากการใช้เพลงกล่อมลูก การเล่น หรือการอ่านนิทานเป็นวิชาการที่เข้าใจได้และปฏิบัติตามได้

            การไปทำงานกับพื้นที่ควรเอาสื่อไปด้วยและไม่รบกวนพื้นที่  ไม่ไปโดยตั้งโจทย์ว่าจะเอาอะไรไปให้เขาทำ  แต่ไปด้วยโจทย์ที่ว่าเขาอยากทำอะไรแล้วเราเริ่มงานจากจุดนั้น

            ปัญหาการทำงานพัฒนาการเด็กข้อหนึ่งคือเรื่อง sustainability งานขับเคลื่อนที่แล้วมามักจะไม่ยั่งยืนนานพอทำให้ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง  ประสบการณ์จากการทำงานวัยรุ่นใช้ navigator ในการนำทางทำงานโดยให้ชุมชนเป็นผู้กำหนด navigator เอง เช่นปีหน้าควรไปถึงระดับใด แล้วปีถัดไปควรไปถึงระดับใด เป็นต้น   ควรล้มเลิกความคิดที่จะช่วยพื้นที่แบบสังคมสงเคราะห์แต่ควรไปเพิ่มศักยภาพ   มีข้อเสนอแนะว่ากลุ่มบุคลากรสาธารณสุขน่าจะเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพจะเข้าใจ เห็นความสำคัญ และขับเคลื่อนงานพัฒนาการเด็กได้ง่าย เพราะมีทั้งความรู้ ความพร้อม และทัศนคติน่าจะดี หากได้รับการกระตุ้น การส่งเสริม การเสริมพลังน่าจะเป็นกำลังสำคัญได้

            มีข้อเสนอว่าการ mapping ก่อนแลกเปลี่ยนเรียนรู้ใดๆไม่ควร map เฉพาะพี่เลี้ยงเด็กหรือเด็กปฐมวัย แต่ควร map ผู้เกี่ยวข้องในบริบทนั้นทั้งหมด เรียกว่า active key actors ซึ่งเป็นโมเดลที่มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ตั้งใจจะทำและเชื่อมเข้าสู่โครงสร้าง รพสต.

            สถาบันรักลูกเชื่อว่าบ้านเรือนส่วนใหญ่ยังมีปู่ย่าตายายที่เลี้ยงลูกเองได้   ประกอบกับความรู้ที่ได้จากสถาบันราชานุกูลว่าเรื่องสำคัญยิ่งยวดในงานพัฒนาการเด็กอาจจะมีเพียงสองเรื่องคือ เรื่องนมแม่ และเรื่องเล่านิทานอ่านเล่นๆ   เวลาเข้าไปในชุมชนจึงควรหาแกนนำให้พบ ใช้ทุนที่ชุมชนมี เช่น ข้าราชการเกษียณ และกำหนดพื้นที่ยุทธศาสตร์  ดังที่สถาบันเคยทำเรื่องครอบครัวเข้มแข็ง 8 จังหวัดแต่มิได้ focus เรื่องเด็ก  ยังสามารถเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านพัฒนาการเด็กได้

           ประธานที่ประชุมเสนอให้ครั้งต่อไปแต่ละภาคีมาเล่าว่ากำลังทำอะไรที่ไหนเพื่อจะได้ mapping กิจกรรมให้เห็นทั่วกัน จากนั้นมาช่วยกันคิดต่อว่าจะเร่งกระบวนการอย่างไร  อีกบทบาทหนึ่งของคณะทำงานคือ catalytic role รวมทั้งไม่ลืมประเด็นผลักดัน รพสต.

 
แสดงความคิดเห็น :


คุณไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้
เนื่องจาก "คุณยังไม่เป็นสมาชิก"
register

 

ѺҴѡ лѺ Ҫԡ Fix ѡ
สถิติ
กระทู้: 31
บทความ : 6
Blog : 75
 
เพื่อน

ออฟไลน์ Jirawat

ออนไลน์ Nanachidtang

ออนไลน์ สุภาโชค

ออนไลน์ อิสรีย์

ออนไลน์ YD

ออนไลน์ เกศราภรณ์

ออฟไลน์ poy

ออฟไลน์ หลินปิง

ออฟไลน์ Pinthuda



© 2009 Thaissf.org